Login to your account

Username *
Password *
Remember Me

Create an account

Fields marked with an asterisk (*) are required.
Name *
Username *
Password *
Verify password *
Email *
Verify email *
Captcha *
Reload Captcha

คาดส่งออกอาหารปี 62 เผชิญปัจจัยเสี่ยง ลุ้นโตตามเป้า 8.5%

สภาหอการค้าฯ-สภาอุตสาหกรรม-สถาบันอาหาร ชี้ส่งออกอาหารปี 62  เผชิญปัจจัยเสี่ยง  ลุ้นโตตามเป้า 8.5%

การแถลงข่าวร่วม องค์กรเศรษฐกิจด้านธุรกิจเกษตรและอาหาร โดย สภาหอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรมฯ และสถาบันอาหาร เผยข้อมูลภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารของไทยปี 2561 และแนวโน้มปี 2562 มีตัวแทนหลักของทั้ง องค์กร ประกอบด้วย นายพจน์  อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร  สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมให้รายละเอียดสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

นายยงวุฒิ  เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ในการประสานความร่วมมือของ 3 องค์กร  ในส่วนของสถาบันอาหารจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องภายใต้การดำเนินงานของ ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร หรือ Food Intelligence Center  โดยมีสภาหอการค้าฯ และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมบูรณาการข้อมูล

พบว่า การส่งออกอาหารของไทยปี 2561 มีมูลค่า 1,031,956 ล้านบาท หรือมูลค่า 32,190 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 และร้อยละ 7.3 ในรูปเงินบาทและดอลล่าร์สหรัฐตามลำดับ

ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 385,499 ล้านบาท หรือมูลค่า11,937 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 และร้อยละ 6.2 ในรูปเงินบาทและดอลล่าร์สหรัฐตามลำดับ

 

อันดับสัดส่วนสินค้าส่งออก

  • ข้าว มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 17.5 มูลค่าส่งออก 180,116 ล้านบาท
  • ไก่ ร้อยละ 10.7 มูลค่าส่งออก 110,116 ล้านบาท
  • น้ำตาลทราย มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 8.5
  • ปลาทูน่าปรุงแต่ง มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 7.1 
  • กุ้ง มีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 5.7 

 

สินค้าหลักที่มูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 2560

  • ข้าว(+8.0%)  
  • ไก่ (+13.4%)  
  • ปลาทูน่าปรุงแต่ง(+9.5%)  
  • แป้งมันสำปะหลัง(+33.1%)  
  • เครื่องปรุงรส(+12.5%)  
  • มะพร้าว(+19.7%) 
  • ะอาหารพร้อมรับประทาน(+10.6)

 

สินค้าที่มีมูลค่าส่งออกลดลง

  • น้ำตาลทราย(-3.0%) 
  • กุ้ง(-12.7%)  
  • สับปะรด(-27.8%)

 

ตลาดส่งออกอาหารของไทย (เรียงจากมากไปหาน้อย)

  • ญี่ปุ่น
  • จีน
  • เวียดนาม
  • อินโดนีเซีย 
  • เมียนมาร์
  • กัมพูชา
  • มาเลเซีย
  • ฟิลิปปินส์

*จะเห็นได้ว่าตลาดอาหารสำคัญของไทย 6 ใน 8 ประเทศตั้งอยู่ในภูมิภาคอาเซียน แต่หากพิจารณาในกลุ่มภูมิภาค จะพบว่า อาเซียน เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 ของไทย มีมูลค่าส่งออก 293,172 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 28.4 ของมูลค่าส่งออกอาหารทั้งหมด

 

กลุ่มภูมิภาคตลาดส่งออกอาหารของไทย (เรียงจากมากไปหาน้อย)

  • อาเซียน สัดส่วนร้อยละ 28.4 มีมูลค่าส่งออก 293,172 ล้านบาท 
  • อเมริกาเหนือ ร้อยละ 11.8
  • แอฟริการ้อยละ 9.1
  • สหภาพยุโรป ร้อยละ 8.9
  • โอเชียเนีย ร้อยละ 3.4

*หากคิดเฉพาะกลุ่มประเทศมุสลิม (OIC Country 57 ประเทศ) พบว่า มีมูลค่าส่งออก 180,777 ล้านบาท สัดส่วนร้อยละ 17.6

นายยงวุฒิ กล่าวต่อว่า “ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก ปรับตัวดีขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 14 ของโลกในปี 2560 โดยพิจารณาจากมูลค่าส่งออกอาหารในรูปดอลลาร์พบว่า ไทยมีส่วนแบ่งตลาดโลกเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 2.36 จากร้อยละ 2.34 ในปีก่อนหน้า ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น สหรัฐฯ บราซิล และจีน ต่างมีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลง ส่วนประเทศผู้ส่งออกอาหารที่สำคัญในภูมิภาคอย่างอินเดียและเวียดนาม ต่างก็มีส่วนแบ่งตลาดโลกลดลงเช่นกัน โดยอินเดียเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 13 ของโลก ตกลงมา 2 อันดับ ขณะที่เวียดนามเป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 17 ของโลกดีขึ้น 1 อันดับ”

 

คาดแนวโน้มการส่งออกอาหารไทยปี 2562

คาดว่าจะมีมูลค่า1,120,000 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.5 จากปี 2561 

กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมีจำนวน 8 กลุ่ม

  • ไก่
  • ปลาทูน่าปรุงแต่ง
  • กุ้ง
  • มันสำปะหลัง
  • เครื่องปรุงรส
  • มะพร้าว
  • สับปะรด
  • อาหารพร้อมรับประทาน

 

กลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะส่งออกลดลง 

  • ข้าว
  • น้ำตาลทราย

 

กลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก

  • ข้าว
  • ไก่
  • น้ำตาลทราย
  • ปลาทูน่าปรุงแต่ง
  • กุ้ง

 

ปัจจัยด้านบวกต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2562

 

  • การปลดล็อคใบเหลืองประมงไทยของสหภาพยุโรป ที่ทำให้ประเทศคู่ค้าเกิดความเชื่อมั่นในสินค้าประมงไทยมากขึ้น 
  • สินค้าอาหารของไทยเป็นที่ต้องการของตลาดอาเซียน โดยเฉพาะ CLMV ที่สินค้าไทยครองตลาดไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 - 60 รวมทั้งตลาดอาเซียนเดิมที่เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าจำพวกข้าว น้ำตาล มันสำปะหลัง อาหารแปรรูป รวมทั้งอาหารฮาลาล 
  • ราคาพลังงานอยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ 
  • การเมืองไทยมีความชัดเจน สร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ โดยมีการกำหนดวันเลือกตั้งที่ชัดเจน

 

 

ปัจจัยด้านลบต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารไทยในปี 2562

  • ความผันผวนการเมืองระหว่างประเทศ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้า ส่งกระทบทางอ้อมต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กำลังซื้อ และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อการจับจ่ายใช้สอยลดลงตามไปด้วย 
  • แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยขาขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการประกอบธุรกิจ ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวตามทิศทางดอกเบี้ย Fed Fund rateของสหรัฐฯ 
  • การแข็งค่าของเงินบาท กระทบต่อสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป โดยเฉพาะสินค้าที่เน้นตลาดต่างประเทศจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคา รวมถึงรายได้ที่แปลงกลับมาเป็นเงินบาทจะลดลง ทำให้ราคาสินค้าวัตถุดิบการเกษตรลดลงตามไปด้วย 
  • รายได้ผู้บริโภคลดลงตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่ยังอยู่ในระดับต่ำตามภาวะเศรษฐกิจ
  • สหรัฐฯตัดสิทธิ GSP สินค้าไทย 11 รายการ สาเหตุส่วนใหญ่มาจากการที่สินค้าไทยในกลุ่มดังกล่าวมีส่วนแบ่งตลาดเกินร้อยละ 50 ในตลาดสหรัฐฯ โดย 6 ใน 11 รายการ อยู่ในกลุ่มสินค้าอาหาร ประกอบด้วยทุเรียนสด มะละกอตากแห้ง มะละกอแปรรูป มะขามตากแห้ง ข้าวโพดปรุงแต่ง และผลไม้/ถั่วแช่อิ่ม

 

Rate this item
(1 Vote)
Last modified on Saturday, 02 February 2019 13:48
ปราณชล ปิติโชค

Author : เกาะติดข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภค-บริโภค, FMCG, อาหารและเครื่องดื่ม, สินค้าคงทน, สุขภาพและความงาม, แฟชั่นและเครื่องประดับ, ของใช้ในบ้าน ตลอดจนร้านค้าปลีกต่างๆ

Leave a comment

Make sure you enter all the required information, indicated by an asterisk (*). HTML code is not allowed.